หน้าบ้านพักครู

Please login or register.

Login with username, password and session length
Advanced search  

News:

ขอบคุณที่แวะเยี่ยมเยือน เชิญโหลดและ เผยแพร่สื่อการเรียนการสอน

Author Topic: ร่างพรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่  (Read 1718 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

บ้านพักครู.คอม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Offline Offline
  • Posts: 1,748
  • Admin
    • บ้านพักครู.com เว็บเพื่อการศึกษา เผยแพร่ สื่อ นวัตกรรม การศึกษา
    • Email

ร่างพรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่:
เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ, การครอบครองมีความผิด

เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงไอซีทีก็เริ่มเผยแพร่ร่างพรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ที่จะมาแทนฉบับ พ.ศ. 2550 (ที่ผ่านมาได้ด้วยการสนช. ที่มาจากคณะรัฐประหาร) ร่างฉบับใหม่นี้มีประเด็นน่าสนใจหลายประการ เช่น

1.เพิ่มความรับผิดชอบของ "ผู้ดูแลระบบ" จากเดิมที่มีความผิดของ "ผู้ให้บริการ" ที่เท่ากับผู้กระทำผิด ขณะที่หลายประเทศมักปกป้องผู้ให้บริการว่าหากให้ความร่วมมือก็ถือว่าไม่ได้ กระทำผิด แต่ในร่างฉบับใหม่เมื่อผู้ดูแลระบบเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง จะต้องรับโทษ 1.5 เท่าของโทษที่กำหนด
2.การสำเนาข้อมูลที่ "น่าจะ" ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 50,000 บาท
3.การครอบครองข้อมูลซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้อง กับเด็กหรือเยาวชน จำคุกไม่เกิน 6 ปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท ส่วนนี้มีจุดสำคัญคือแค่เป็นผู้ครอบครองไม่ได้เผยแพร่ก็มีความผิด ซึ่งกฏหมายเกี่ยวกับภาพอนาจารเด็กในหลายประเทศก็เป็นเช่นนี้ แต่กรณีของประเทศไทย ร่างนี้ไม่ได้ระบุว่าเป็นภาพแต่เป็นข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลอื่นๆ (ภาพ, เสียง, ตัวอักษร ฯลฯ)
4.การครอบครองซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการเจาะระบบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท น่าสนใจว่าชั้นเรียนหรือการศึกษา, ตรวจสอบระบบความปลอดภัยที่มักใช้เครื่องมือเหล่านี้อยู่แล้ว อาจจะเป็นการกระทำผิดกฏหมายกันทั้งประเทศ
5.จัดตั้ง "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์" แต่งตั้งเจ้าพนักงาน, ออกระเบียบและร้องขอหลักฐานจากหน่วยงานและปฎิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามกฏหมาย คณะกรรมการนี้มาจากฝ่ายตำรวจ 8 คน และผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
น่ากังวลว่าร่างกฏหมายฉบับนี้กำลังขยายอำนาจการบังคับใช้ของพรบ. คอมพิวเตอร์ขึ้นเป็นอย่างมาก และยังโยงอำนาจทางการเมืองเข้ามาในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนถือว่าการกระทำต่างๆ เป็นความผิดไว้ก่อนที่จะมีการกระทำความผิดจริง ยิ่งกว่าฉบับ พ.ศ. 2550 เสียอีก

ร่างพ.ร.บ.คอมฯเวอร์ชั่นใหม่

เพิ่ม "ผู้ดูแลระบบ" รับโทษหนักกว่าคนทั่วไป ก๊อปปี้ไฟล์โหลดบิทเจอคุก 3 ปี


เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มีนาคม 2554 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดประชุมรับฟังและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเชิญตัวแทนผู้ประกอบการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในการประชุมดังกล่าว มีการแจกเอกสารร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่กระทรวงไอซีทีจัดทำขึ้นด้วย


ร่างกฎหมายนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ยกเลิกพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์พ.ศ. 2550 และให้ใช้ร่างฉบับใหม่นี้แทน อย่างไรก็ดี โครงสร้างของเนื้อหากฎหมายมีลักษณะคล้ายคลึงฉบับเดิม แต่มีสาระสำคัญที่ต่างไป ดังนี้


ประเด็นที่ 1 เพิ่มนิยาม "ผู้ดูแลระบบ"

มาตรา 4 เพิ่มนิยามคำว่า "ผู้ดูแลระบบ" หมายความว่า "ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ผู้อื่นในการเข้าสู่อิน เทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น"


ในกฎหมายเดิมมีการกำหนดโทษของ "ผู้ให้บริการ" ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การพยายามเอาผิดผู้ให้บริการซึ่งถือเป็น "ตัวกลาง" ในการสื่อสาร จะส่งผลต่อความหวาดกลัวและทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกทั้งในแง่ของกฎหมายคำว่าผู้ให้บริการก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือแทบจะทุกขั้นตอนที่มีความเกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ล้วนเป็น ผู้ให้บริการทั้งสิ้น


สำหรับร่างฉบับใหม่ที่เพิ่มนิยามคำว่า "ผู้ดูแลระบบ" ขึ้นมานี้ อาจหมายความถึงเจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก ขณะที่ "ผู้ให้บริการ" อาจหมายความถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต


ตามร่างกฎหมายนี้ ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด เช่น หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่ กระทำความผิด และสำหรับความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่นการเจาะระบบ การดักข้อมูล หากผู้กระทำนั้นเป็นผู้ดูแลระบบเสียเอง จะมีโทษ 1.5 เท่าของอัตราโทษที่กำหนดกับคนทั่วไป


ประเด็นที่ 2 คัดลอกไฟล์ จำคุกสูงสุด 3 ปี

สิ่งใหม่ในกฎหมายนี้ คือมีมาตรา 16 ที่เพิ่มมาว่า "ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"


ทั้งนี้ การทำสำเนาคอมพิวเตอร์ อาจหมายถึงการคัดลอกไฟล์ การดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ต่างๆ มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัปข้อมูล การเข้าเว็บแล้วเบราว์เซอร์ดาวน์โหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่ เรียกว่า "แคช" (cache เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้ำ) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามีกระทำการดังกล่าว


ประเด็นที่ 3 มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิด

ในมาตรา 25 "ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็ก หรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"


เป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตเรื่องลามกให้แคบลง แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความคลุมเครือว่า ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้นหมายความอย่างไร นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่ากังวลว่า การชี้วัดที่ "การครอบครอง" อาจทำให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาวน์โหลดไฟล์ใดมาโดย อัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊เด็ก ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม


ประเด็นที่ 4 ยังเอาผิดกับเนื้อหา

มาตรา 24 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน


เนื้อความข้างต้น เป็นการรวมเอาข้อความในมาตรา 14 (1) และ (2) มารวมกัน ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงเจตนารมย์ดั้งเดิมก่อนจะเป็นข้อความดังที่เห็น มาจากความพยายามเอาผิดกรณีการทำหน้าเว็บเลียนแบบให้เข้าใจว่าเป็นหน้าเว็บ จริงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) จึงเขียนกฎหมายออกมาว่า การทำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมถือเป็นความผิด แต่เมื่อแนวคิดนี้มาอยู่ในมือนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ ได้ตีความคำว่า "ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม" เสียใหม่ กลายเป็นเรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จ และนำไปใช้เอาผิดฟ้องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท ความเข้าใจผิดนี้ยังดำรงอยู่และต่อเนื่องมาถึงร่างนี้ซึ่งได้ปรับถ้อยคำใหม่ และกำกับด้วยความเสียหายอันเกิดแก่ความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุด ห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


หากพิจารณาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินคดีคอมพิวเตอร์ ที่ผ่านมา ปัญหานี้ก่อให้เกิดการเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็นฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ส่งผลให้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างมากโดยเฉพาะในอินเทอร์เน็ต และแน่นอนว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ "รัฐบาล" ข้อความกฎหมายลักษณะนี้ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิด เห็นโดยไม่จำเป็น


ประเด็นที่ 5 ดูหมิ่น ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

มาตรา 26 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ที่ผ่านมามีความพยายามฟ้องคดีหมิ่นประมาทซึ่งกันและกันโดยใช้พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์จำนวนมาก แต่การกำหนดข้อหายังไม่มีมาตราใดในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่จะใช้ได้อย่างตรงประเด็น มีเพียงมาตรา 14 (1) ที่ระบุเรื่องข้อมูลอันเป็นเท็จ และมาตรา 16 ว่าด้วยภาพตัดต่อ ในร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ได้สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อ หาการดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้น


 

Page created in 1.562 seconds with 27 queries.