หน้าบ้านพักครู

Please login or register.

Login with username, password and session length
Advanced search  

News:

ขอบคุณที่แวะเยี่ยมเยือน เชิญโหลดและ เผยแพร่สื่อการเรียนการสอน

Pages: [1]   Go Down

Author Topic: ประวัติเมืองวาปีปทุม[บ้านเกิดครับ]  (Read 4626 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

บ้านพักครู.คอม

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Offline Offline
  • Posts: 1,748
  • Admin
    • บ้านพักครู.com เว็บเพื่อการศึกษา เผยแพร่ สื่อ นวัตกรรม การศึกษา
    • Email

ประวัติเมืองวาปีปทุม
                         เมืองวาปีปทุม ตั้งในรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงเสวยราชย์ต้นรัชกาลในพงศาวดาร  ตั้ง     หัวเมืองภาคอีสานเรียกว่า  พงศาวดารภาค 4 ท่าน ม.ร.ว.วิจิต อมรวงศ์ ปฐมคเนจร เขียนไว้ในสมัยดำรงตำแหน่งปลัดมณฑลอุบลราชธานี กล่าวว่า เมืองมหาสารคามมีอาณาเขตติดต่อเมืองร้อยเอ็ดและเมืองสุวรรณภูมินั้น  ถือเอาลำห้วยจอกขวางเป็นเขตแดนเมือง พ.ศ.2421 พระเจริญราชเดช (กวด)      เจ้าเมืองมหาสารคามได้ถึงอนิจกรรม พระเจ้ากรุงสยามจึงทรงพระราชทานแต่งตั้งให้ ท้าวไชยะวงษา (ฮึ่ง) อุปราชเมืองมหาสารคาม เป็นพระเจริญราชเดช (ฮึ่ง) เป็นเจ้าเมืองมหาสารคาม พ.ศ.2422        พระเจริญราชเดช (ฮึ่ง) เป็นเจ้าเมืองมหาสารคาม จึงเห็นว่า อาณาเขตเมืองมหาสารคามทางทิศใต้ห่างไกลจากตัวเมือง 1000 กว่าเส้น  ควรเลือกชัยภูมิพอจะตั้งบ้านใดบ้านหนึ่งให้เป็นเมือง เพื่อสะดวกแก่การปกครอง พร้อมกับคัดเลือกหาตัวบุคคลจะเป็นเจ้าเมือง เพื่อครองเมืองต่อไป จึงเห็นว่า “บ้านนาเลา หรือบ้านหนองนาเลา” เป็นบ้านใหญ่มีหลังคาเรือนร่วม 300 หลัง มีนายหมวดนายกองรักษาเขตแขวง พอจะตั้งเป็นเมืองได้ พระเจริญราชเดช (ฮึ่ง)  จึงนำใบบอกทูลเกล้าขอตั้งบ้านนาเลาเป็นเมืองแล้วจึงเลือกหาตัวบุคคลผู้มีความรู้ มีความสามารถ พอจะเป็นเจ้าเมืองได้ ทั้งมีความประพฤติศีลธรรมอันดี มีความซื่อสัตย์เที่ยงธรรม เห็นสมควรให้
                         ท้าวสุริยวงศ์  (บุญมี) เป็นเจ้าเมือง
                         ท้าวมหาพรหม (ย่าง)                เป็นอุปฮาช
                         เพียละคร (เกตุ)  บุตรเพียราชโยธาเมืองร้อยเอ็ด  เป็นราชวงศ์
                         เมื่อพระเจริญราชเดช  (ฮึ่ง)  เจ้าเมืองมหาสารคาม เห็นชอบเช่นนี้  จึงสั่งให้ท้าวสุริยวงศ์ (บุญมี) นำใบบอกขอตั้งเมืองไปยังกรุงเทพมหานคร  ท้าวสุริยวงศ์ (บุญมี) พร้อมด้วย ท้าวมหาพรหม (ย่าง) เพียพละคร (เกตุ) จัดแจงพาหนะช้างม้า ปรากฏได้ช้าง 10 กว่าเชือก บางแห่งว่า 7 เชือก จัดแจงเสบียงเดินทาง ทำดอกไม้เงินดอกไม้คำ นอระมาด เป็นต้น เพื่อนำไปทูลเกล้าฯ ถวาย พร้อมด้วยเพีย  พาเนต เพียเมืองนนท์ เพียเมืองขาม เพียเมืองขวา เพียเมืองซ้าย สักกะบัน นามโฮง เป็นต้น และมีผู้คนติดตามไปพอสมควร  การเดินทางไปกรุงเทพมหานครนั้น บางประวัติว่า ไปถึงเมืองนครราชสีมาแล้ว ไปทางสูงเนิน สีคิ้ว จันทึก ลาดบัวขาว ปากช่อง แก่งคอย สระบุรี มิฉะนั้น ชะรอยจะไปทางเมืองปักธงชัย นครนายก ปราจีนบุรี จะเป็นการสะดวกกว่า เมื่อไปถึงเมืองปราจีนบุรีแล้ว ก็ให้กองคาราวาน ช้าง ม้า พักรออยู่ที่เมืองปราจีนบุรี เพื่อรอคอย จนกว่าจะกลับจากกรุงเทพมหานครแล้วมาถึงที่พัก
                         ท้าวสุริยวงศ์ (บุญมี) เดินทางไปกรุงเทพมหานครขอตั้งเมืองครั้งนั้น  ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนเดือน 6 ปลายเดือน  ซึ่งจะเข้าฤดูฝนอยู่แล้ว การเดินทางกว่าจะไปถึงเมืองปราจีนบุรี ร่วม 2 เดือน ครั้นไปถึงแล้ว ท้าวสุริยวงศ์ (บุญมี) ท้าวมหาพรหม (ย่าง) เพียพละคร (เกตุ) มีคนติดตามไม่มากนัก จึงลงเรือกลไฟที่แม่น้ำบางปะกง ออกจากเมืองปราจีนบุรีไป 5 วัน 5 คืน จึงไปถึงกรุงเทพฯ เมื่อไปถึงแล้วจึงได้นำใบบอกขอตั้งเมืองขึ้นทูลเกล้าถวาย พระเจ้ากรุงสยามรัชกาลที่ 5 จึงทรง กรุณาโปรดเกล้าฯ ตามใบบอกขอตั้งบ้านนาเลาให้เป็นเมือง ทรงพระราชทานนามเมืองว่า ได้ยกบ้านหนองนาเลาขึ้นเป็นเมืองให้ชื่อว่า
“เมืองวาปีปทุม”
                                                                                       ๖
วัน ๑   ฯ   ๙  ค่ำ  ปี พ.ศ. 2422
ให้
                         ท้าวสุริยวงศ์  (บุญมี) มีบรรดาศักดิ์ เป็นพระพิทักษ์นรากร  เป็นเจ้าเมือง
                         ท้าวมหาพรหม  (ย่าง)  เป็นอุปฮาช
                         เพียพละคร  (เกตุ)  เป็นราชวงศ์
                         ทรงพระราชทานประทับตราราชสีห์ใหญ่ในสารตราตั้งเมือง  ดังนี้  จะเห็นได้ว่าการตั้งเมืองในสมัยนั้น  ก่อนจะทรงพระกรุณาแต่งตั้งให้ใครๆ เป็นเจ้าเมือง จะต้องมีการเรียนเมืองก่อน  จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง  หรือมิฉะนั้น  ผู้นั้นเคยเป็นมหาดเล็กหลวงมาแล้ว  จึงจะทรงแต่งตั้งให้เป็น บุญหนักหนาที่พระพิทักษ์นรากร  (บุญมี)  ได้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง  โดยมิได้เคยเรียนเมือง  และมิเคยเป็นมหาดเล็กหลวงด้วย  แต่ได้รับพระมหากรุณาทรงแต่งตั้งให้เป็นพิเศษ               
                         วัน ๑   ฯ   ๙  ค่ำ  ปี พ.ศ. 2422  นั้น  พระพิทักษ์นรากร  (บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุม
                         ๗
 ได้รับพระราชทานสารตราพระราชสีห์ใหญ่ ตั้งเมืองวาปีปทุมแล้วจึงพร้อมด้วยท้าวมหาพรหม  (ย่าง) อุปฮาช เพียพละคร (เกตุ) ราชวงศ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายบังคม อำลา พร้อมกับนำสารตราพระราชสีห์ใหญ่ออกจากกรุงเทพมหานครและคณะผู้ติดตามกลับมาทางเมืองปราจีนบุรีกองคาราวานคอยมีความปีติยินดีทุกคนจึงออกจากเมืองปราจีนบุรี มานครนายก ผ่านดงพญาไฟ ภายหลังเรียกดงพญาเย็น ต้องรอนแรมในกลางดงหลายคืน จึงถึงเมืองปักธงชัย  การเดินทางกรำแดดฝนได้รับความลำบากมากทางเมืองนครราชสีมา เมืองปราจีนบุรีนี้ เจ้าเมืองหัวเมืองอีสานไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่กรุงเทพฯ โดยมากมักเดินทางไปทางนี้เพราะอันตรายเสือช้างมีน้อย  เพียงแต่เป็นไข้ป่าเท่านั้น ถึงมีก็ไม่มากนัก ทางนี้ลำบาก ระยะผ่านช่องเขาสอยวอย  คนสมัยนั้นเรียกว่า  “ช่องตระโก”
                         ในประวัติท้องที่เมืองมหาสารคาม  นายบุญช่วย  อัตถากร  กล่าวไว้ว่า  พระพิทักษ์  นรากร (บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุม และท้าวมหาพรม (ย่าง) อุปฮาช ทั้ง  2 คนนี้เป็นบุตรพระขัติยวงศา (สีลัง) เจ้าเมืองร้อยเอ็ด แต่เป็นน้องต่างมารดากันจึงทำให้เข้าใจว่าเขตแดนเมืองมหาสารคามกับเมืองร้อยเอ็ดและเมืองสุวรรณภูมินั้น ถือเอาลำห้วยจอกขวางเป็นเขตแดนเมือง  บ้านนาเลาหรือบ้านหนองนาเลา น่าจะเป็นดินเมืองร้อยเอ็ดหรือเมืองสุวรรณภูมิ จะเป็นเพราะเมืองทั้งสองดังกล่าวเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองมหาสารคามญาติพี่น้องเมื่อพูดจากันอาจเข้าใจกันได้
เจ้าเมืองถึงอนิจกรรม
                         พระพิทักษ์นรากร (บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุม พร้อมด้วยอุปฮาช ราชวงศ์ เดินทางมาถึงเมืองนครราชสีมา พักนอนรอนแรมหลายวันหลายคืน ด้วยพาหนะช้าง ม้า ทั้งเป็นฤดูฝนตกชุกชุมในกลางดง บุกน้ำ บุกโคลน ห้วยหนองคลองบึง ได้รับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากทีเดียวหาเวลาพักผ่อนได้ยาก ออกจากเมืองนครราชสีมาหลายวันจึงถึงแม่น้ำมูลแล้วข้ามแม่น้ำมูลมาเป็นเขตเมืองพุทไธสงทางทิศใต้ไม่ห่างไกลจากเมืองพุทไธสงเท่าใดนัก พระพิทักษ์นรากร(บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุม เห็นความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จึงพร้อมด้วยอุปฮาช ราชวงศ์ ท้าวเพีย จอดพักแรมที่บ้านแก่งสำโรง (แก่งส้มโฮง) ครั้นถึงกลางคืนวันนั้น พระพิทักษ์นรากร (บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุมจับไข้ไม่สบายทั้งท้องร่วงท้องเดิน (เป็นโรคอหิวาต์) อุปฮาช ราชวงศ์ ท้าวเพีย ซึ่งไปขอเมืองด้วยกัน เห็นโรคกำเริบ จึงได้พยาบาลด้วยหยูกยาเต็มความสามารถ แต่อาการโรคกำเริบหนัก  จนหมดกำลังที่จะพยายามให้หายได้ ทั้งไข้ป่ามีประจำอยู่แล้ว เป็นเหตุสุดวิสัยของผู้พยาบาล คนป่วยอ่อนกำลังลงทุกที พระพิทักษ์นรากร (บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุมก็เลยสิ้นใจ ถึงอนิจกรรมลงที่บ้านแก่งสำโรง
                         อุปฮาช ราชวงศ์ ท้าวเพีย เกิดความเศร้าโศกเสียใจไปตามๆ กัน จึงพร้อมกันทำการเผาศพเจ้าเมืองที่บ้านแก่งสำโรงนั้น และทำบุญอุทิศให้ตามประเพณี แล้วนำอัฎฐิเจ้าเมืองมายังบ้านเกิดเมืองนอน เมื่อมาถึงแล้วไม่ทราบว่าญาติพี่น้องจัดการบรรจุอัฎฐิเจ้าเมืองไว้แห่งใด สาบสูญไปไม่ได้ร่องรอยเลย  ขณะมาถึงญาติพี่น้องทราบพากันเศร้าโศกเป็นอย่างยิ่ง ครั้นมาถึงแล้ว เพียพละคร (เกตุ) ราชวงศ์ มีอาการไข้ป่าในการเดินทางอยู่แล้ว เกิดจับไข้ป่าเสมอๆ จะพยาบาลอย่างไรก็ไม่หายมาถึงบ้านได้ 4 เดือน ก็ถึงอนิจกรรมน่าเสียดายเจ้าเมือง และราชวงศ์ซึ่งถึงนิจกรรมไป การตั้งเมืองวาปีปทุมคนสำคัญได้ตายไป 2 คน เสีย เจ้าเมืองและราชวงศ์ ยังมีชีวิตอยู่แต่ท้าวมหาพรหม (ย่าง) อุปฮาช เท่านั้น
 
เมืองวาปีปทุมว่างเจ้าเมือง
                         นับแต่พระพิทักษ์นรากร (บุญมี) เจ้าเมืองวาปีปทุมได้ถึงอนิจกรรมไปแล้ว  เป็นเมืองว่างเจ้าเมือง ท้าวมหาพรหม (ย่าง) อุปฮาชได้รักษาราชการเมืองวาปีปทุมแทนเจ้าเมือง จึงเห็นว่า สารตราตั้งเมืองวาปีปทุมนั้น  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านนาเลา หรือบ้านหนองนาเลา ขึ้นเป็นเมือง หากจะไปตั้งเมืองตามใบบอกขอและสารตราพระราชทานนั้น ก็เป็นการลำบาก ดังนี้ทั้งใกล้กับเมืองหงส์เมืองทอง  ซึ่งพระราชทานยกให้เป็น  “เมือง จตุรพักพิมาน”  ทั้งใกล้เขตแขวงเมืองร้อยเอ็ดและเมืองสุวรรณภูมิ  จึงไปตั้งอยู่ได้เพียง 7 วันเท่านั้น  พระเจริญราชเดิช (ฮึ่ง)  เจ้าเมืองมหาสารคาม  จึงนำใบบอกทูลเกล้าฯ ภายหลังว่า เป็นบ้านทุรกันดาร  ดังนี้  ท้าวมหาพรหม (ย่าง) อุปฮาชเมืองวาปีปทุม  อ้างเหตุผลหลายประการ  ในทางพงศาวดาร กล่าวว่า  เมื่อท้าวโพธิสาร  (อุ่น) บรรดาศักดิ์เป็น         พระพิทักษ์นรากรเจ้าเมืองวาปีปทุมเห็นว่า บ้านหนองแสงคือบ้านที่ตั้งเมืองวาปีปทุมนี้ มีชัยภูมิกว้างขวาง มีหนองน้ำคือหนองแสงกว้างลึกขังน้ำตลอดปี เป็นที่อาศัยของผู้คนและสัตว์เลี้ยงได้ดี     พระเจ้ากรุงสยาม  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามประสงค์
                         โดยนัยนี้บรรดาศักดิ์เจ้าเมืองวาปีปทุม จึงทรงพระราชทานว่า  “พระพิทักษ์นรากร”       คำว่า “นรา” หมายถึงประชากร คือราษฎรแต่ก็เพี้ยนมาจากศัพท์ว่า “นาเลา” เพียงเปลี่ยน  ล  เป็น ร  เท่านั้น  ตีความหมายพิทักษ์นรากรก็คือให้พิทักษ์รักษาประชากรเมืองหนองนาเลา  ซึ่งพระราชทานตั้งเมืองให้แล้วส่วนคำว่านาเลา อีสานหมายถึง “นาป่าดอกเลา” ซึ่งเป็นหญ้าชนิดหนึ่งเกิดตามธรรมชาติ มีดอกสีขาวเรียกว่า “หญ้าดอกเลา” หญ้าชนิดนี้ชอบเกิดตามริมหนองทั่วไป ภายหลังมีผู้คนเข้าไปตั้งบ้านเรือนใกล้หนอง ตั้งชื่อบ้านตามชัยภูมิว่า  “บ้านนาเลา”  การตั้งบ้านเรือนของชาวอีสานตามชัยภูมิที่อยู่อาศัย ศัพท์ว่า “วาปีปทุม” แปลว่า หนองบัว หรือ บึงบัว ก็ได้ พระราชทานทรงหมายเอา “หนองนาเลา” เป็นศัพท์บาลีมคธ ทรงเลือกศัพท์ตั้งชื่อได้เพราะจริงๆ ด้วยพระปรีชา
 
มเหศักดิ์เมือง
                   ประเพณีพราหมณ์เป็นจารีตฝังอยู่ในจิตใจของชาวไทยอีสานมาหลายพันปี พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เจ้าเมืองวาปีปทุมกรรมการเมืองท้าวเมือง  ท้าวเพีย  เห็นว่า เมื่อตั้งเมืองฝังหลักเมืองแล้ว สมควรมีพระภูมิเมือง  พระเสื้อเมือง  พระทรงเมือง  เพื่อรักษาเมืองให้ความอยู่เย็นเป็นสุข พระภูมิเมืองนั้นแหละเรียกว่า  “มเหศักดิ์เมือง” หรือเจ้ามเหศักดิ์เมือง  ถ้าเป็นเมืองใหญ่ชั้นนคร  มหานคร จะมีมเหศักดิ์เมืองเพิ่มอีก 3 คือ มเหศักดิ์นางใย มเหศักดิ์ปู่พึ่ม มเหศักดิ์เจ้าตื้อ  รวมมเหศักดิ์เมืองเป็น 4 มเหศักดิ์  ซึ่งในหนังสือท้าวมูลกิตติน้อยกล่าวไว้  แม้การตั้งบ้านแต่ละบ้านก็ต้องตั้งศาลพระภูมิบ้าน  เรียกว่า “ปู่ตา” แม้ชาวนาทำนาก็ตั้งศาลพระภูมินา  เรียกว่า  “ตาแฮก” คือเจ้าแม่โพสพ  เพื่อรักษาข้าวปลาในนา ผืนแผ่นดินยังมีเจ้าแม่นางพระธรณีแต่มิได้ทำศาลถวายเท่านั้น  จึงเห็นพ้องกันว่า  เมืองร้อยเอ็ดเป็นเมืองเก่าแก่และเป็นเมืองใหญ่  เจ้ามเหศักดิ์สำคัญศักดิ์สิทธิ์ ควรไปอัญเชิญมเหศักดิ์เมืองร้อยเอ็ดให้มาเป็นเจ้ามเหศักดิ์เมืองวาปีปทุม
                   พระพิทักษ์นรากร(อุ่น) เจ้าเมืองวาปีปทุม สั่งให้ท้าวเพียทำเรือนหอเป็นศาลเล็กๆไปขอเชิญแบ่งเจ้ามเหศักดิ์เมืองร้อยเอ็ดอันเป็นภูมิเมืองเคยเคารพนับถือมาแล้วท้าวเพียพร้อมด้วยพราหมณ์จึงไปทำพิธีอัญเชิญตามธรรมเนียม  แล้วนำหอศาลนั้นมาเมืองวาปีปทุม  มีฆ้อง กลองแห่เป็นอย่างดี เห็นว่า ทางทิศใต้หัวเมืองหนองแสงเป็นชัยภูมิตั้งศาลพระภูมิเมืองได้ จึงสร้างศาลหอโฮงไว้ที่นั้น (มเหศักดิ์ปัจจุบัน) ครั้นถึงเทศบาลประจำปีชาวเมืองทำพิธีเลี้ยงสังเวยทุกปีมิได้ขาด  นับถือเป็น  “อารักษ์หลักเมือง”
                   เมื่อตั้งเมืองวาปีปทุมแล้ว มีผู้คนมาประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพมากขึ้นทุกปี  พวกเก่าแก่ก่อนตั้งเมืองมาจากเมืองศรีภูมิ  ก่อนตั้งเมืองนั้น  คือบ้านจอกขวาง แยกไปตั้งบ้านหนองแสง บ้านดอนบม บ้านกระยอม บ้านหนองเคิ่น บ้านสองห้อง อีกพวกหนึ่งมาจากเมืองร้อยเอ็ด คือคุ้มหนองคูปัจจุบัน คุ้มขี้ตุ่นร้างไปแล้ว ตั้งวัดศรีชุมพล “วัดขี้ตุ่นก็เรียก”  อีกพวกหนึ่งมาจากเมืองมหาสารคาม คือคุ้มหนองแสงปัจจุบัน วัดกลางเป็นวัดดั้งเดิม ตั้งในสมัยเป็นบ้านหนองแสง
 
เจ้าเมืองสร้างวัด
                   พ.ศ.2432  พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เจ้าเมืองวาปปีทุม อุทิศที่นาของตนสร้างวัดและนิมนต์พระญาครูโสราส เป็นเจ้าอาวาส  พระภิกษุรูปนี้แตกฉานในพระธรรมวินัยดี เป็นพระนักเทศน์โจทย์มีชื่อเสียงหาตัวจับได้ยากมาภายหลังปลงสิกขาบท จึงไปนิมนต์พระญาครูสีดา วัดบ้านปลาบู่ มาเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ.2433 เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (อ้วน ติสโส)  ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคุณพระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลอีสาน มาตรวจการคณะสงฆ์ที่เมืองวาปีปทุมตั้งชื่อวัดนี้ว่า“วัดสระแคน”เพราะมีต้นแคนใหญ่อยู่หนองแคน  เป็นนิมิต  พ.ศ. 2434  พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เจ้าเมืองวาปีปทุมลงไปกรุงเทพฯ แล้วเจ้าเมืองจึงพาพระญาครูสีดาเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตรัสถามว่า เป็นเจ้าคณะแขวงเมืองแต่ยังไม่ได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์ เจ้าเมืองทูลพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศถวายให้ชื่อว่า  “พระครูวาปีสมณคุต”  พร้อมด้วยตราประทับเจ้าคณะแขวงเมืองวาปีปทุม
 
บ้านหนองแสง
                         กล่าวถึงบ้านหนองแสง  เป็นบ้านย้ายมาจากบ้านจอกขวาง  หนองแสงเป็นหนองขุดในสมัยขอมกลาง เป็นชัยภูมิกว้างขวาง  มีคันคูดินรอบหนองโดยรอบ  สัณฐานยาวเหมือนชายธง  กว้างและลึกพอสมควร พวกขอมตั้งบ้านเมืองชอบทำตระพังทอง  คือหนองนั่นเอง ทางทิศใต้หนองแสงมีหนองหนึ่ง  เรียกว่า “หนองคู”  เพราะมีคันคูดินรอบหนองเช่นเดียวกันทำเลเป็นหนองขุดสมัยขอมเหมือนกัน ขอมได้สร้างประโยชน์คือหนองน้ำให้แก่ชาวอีสานไว้มาก พวกเราที่มาอาศัยภายหลังไม่ค่อยดูแลปล่อยให้ตื้นเขินไปมาก น่าเสียดายมรดกเก่าแก่หนองสมัยโบราณได้ตื้นตันไป ภายหลังมีผู้คนมาตั้งบ้านเรือน คือคุ้มหนองคูปัจจุบัน มีซากบ้านเก่าแก่กระเบื้องแตกถ้วยแตก ถัดจากนั้นไปเป็นบ้านจอกขวาง บ้านนี้เป็นบ้านเก่าแก่ตั้งมานาน ประวัติบ้านมาจากเมืองศรีภูมิ ก่อนตั้งเมืองสุวรรณภูมิ มีพระผู้ใหญ่พาญาติโยมอพยพมา เบื้องต้นมาอยู่โนนหนองแต้ ใกล้ดงสองห้อง อยู่ไม่นานเท่าใดนัก เห็นว่าโนนจอกขวางกว้างขวางดี มีชัยภูมิเหมาะสมเจริญรุ่งเรืองดี จึงย้ายมาตั้งบ้านอยู่โนนจอกขวางตราบเท่าทุกวันนี้ จนเป็นบ้านใหญ่มีหลังคาเรือนหลายร้อย มีนายหมวด นายกอง ส่วนพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งพาญาติโยมมาตั้งบ้านนั้น ได้มรณภาพที่วัดบ้านจอกขวาง ชาวบ้านปลูกศาลถวายไว้ในวัดเรียกว่า “หอญาครูสังฆราช”
                         ก่อนตั้งเมืองวาปีปทุม มีหมู่บ้านหนึ่งเรียกว่า “บ้านส้ม” (คือที่ตั้งที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน) มีวัดอยู่ทิศตะวันออก (อยู่โรงเรียนบุเรืองวิทยาปัจจุบัน) ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ตอดป่างิ้วบ้าง เข้ามาอยู่บ้านหนองแสงบ้าง บ้านหนองแคนบ้าง (คือคุ้มหนองแคนปัจจุบัน) ย้ายจากบ้านดอกป่างิ้ว จึงมาตั้งบ้านดอนบม (คือคุ้มบ้านบมปัจจุบัน) ส่วนมากก็มาจากบ้านจอกขวาง บริเวณตั้งบ้านบมมีปมไม้งิ้ว ชาวอีสานนิยมตัดเอาปมไม้งิ้วไปทำบมส่ายข้าวท้าวมหาพรม (ย่าง) อุปอาช เลือกเอาชัยภูมิหนองแสงตั้งเมืองนั้น  เป็นการเหมาะสมมากทีเดียว ตะวันออกเมืองมีลำห้วย ตะวันตกเมืองเป็นลำห้วยแสง (ฮ่องแฮ่) มีหนองซำแฮด หนองตีนดง หนองค้อแลน หนองเซียงมา ลำห้วยเสียว
 
อาณาเขตเมืองวาปีปทุม
                   ทางทิศตะวันออกลำห้วยจอกขวาง  ทางทิศใต้หนองฟ้าฮ่วน  ทางทิศตะวันตกจดลำพังชู  ทางทิศเหนือบ้านนาเลา  หนองทุ่ม  โคกสี  ทองหลาง  ยาวไปทิศตะวันตก ประเพณีการปกครองสืบมาจากนครจำปาศักดิ์  ศรีสัตตนาคนหุต  เวียงจันทน์  มีกวานบ้านตาแสง  ปกครองบ้านนิคม  มีนายหมวด นายกอง  ดูแลความสงบบ้านเมือง พระพิทักษ์นรากร  (อุ่น)  เจ้าเมืองวาปีปทุม  ออกข้อบังคับมิให้ประชาชน  ฆ่าสัตว์ในวันพระ  แนะนำราษฎรในทางศีลธรรม  แม้เจ้าเมืองถึงวันพระต้องไปวัดสระแคน (พ.ศ.2482  เปลี่ยนเป็นวัดโสมนัสประดิษฐ์)  เป็นประจำ  เพื่อรักษาศีลฟังเทศน์ เป็นพุทธบริษัทโดยแท้และปฏิบัติได้ตลอดชีวิต
                   พ.ศ. 2444 ทางราชการหัวเมืองมณฑลอีสาน ยุบเมือง จัตวา ตรี โท ให้เป็นอำเภอ โดยให้ตัดเมืองออก พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เจ้าเมืองวาปีปทุม ได้ขอกราบบังคมทูลเกล้าฯ บอกขอชื่ออำเภอนี้ให้คงเมืองไว้อย่างเดิม ชื่อว่า “อำเภอเมืองวาปีปทุม” ชื่อนี้ทางราชการได้ใช้มานาน จนถึง พ.ศ. 2482 จึงตัดคำว่า “เมือง” ออก ในศกนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เจ้าเมืองวาปีปทุมไปดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงกำกับราชการ เมืองมหาสารคาม แทนพระสิทธิสักดิ์สมุทเขตข้าหลวงกำกับราชการเมือง  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รักษาในตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองมหาสารคาม อีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งในปีนี้ พระเจริญราชเดช (ฮึ่ง) เจ้าเมืองมหาสารคามได้ถึงแก่อนิจกรรมพอดี พระพิทักษ์นรากร (อุ่น) เจ้าเมืองวาปีปทุม จึงได้ย้ายไปรับราชการเมืองมหาสารคามทางราชการจึงได้แต่งตั้งให้ท้าวมหาพรหม (ย่าง) อรรคฮาช ดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอเมืองวาปีปทุม จนถึง พ.ศ. 2451 ท้าวมหาพรหม (ย่าง) นายอำเภอจึงได้ถึงอนิจกรรม
                   พ.ศ. 2451 ท้าวอรรควงศ์ (ผา) เป็นนายอำเภอ
                   พ.ศ. 2452 ท้าววรบุตร์ (ชู) เป็นนายอำเภอ
                   พ.ศ. 2455 หลวงพิทักษ์นรากร (หาร  ภวภูตานนท์) เป็นนายอำเภอเมืองวาปีปทุม
                   การปกครองระบอบมณฑลมีสมุหเทศาภิบาล  มณฑลร้อยเอ็ดหลวงพิทักษ์นรากร (หาร ภวภูตานนท์)  นายอำเภอเมืองวาปีปทุม จึงได้ถากถางดอนบ้านส้ม ซึ่งเกิดป่าดงทึบเป็นบ้านร้าง วางแผนผังที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ บ้านพักนายอำเภอ ปลัดขวาอำเภอ ปลัดซ้ายอำเภอ สมุห์อำเภอ สัสดีอำเภอ ธรรมธิการอำเภอ เสมียนอำเภอ วางแปลนได้ระดับพอดีอาศัยแรงราษฎรเลื่อยไม้ทำต้นเสาจึงได้วางแปลนปลูกสร้างตามทางราชการ (สถานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน)  จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเก่า ซึ่งอยู่ริมหนองซำแฮด มาทำราชการที่ว่าการอำเภอเมืองวาปีปทุมหลังใหม่ พร้อมขุดสระน้ำทิศตะวันออกที่ว่าการอำเภอบริเวณสถานที่ตั้งที่ว่าการอำเภอซึ่งเป็นที่มหาดไทยกว้างยาวประมาณ 100 กว่าไร่ บริเวณกว้างกว่าที่ว่าการอำเภอเก่า  ซึ่งตั้งอยู่ริมหนองซำแฮด
                   สมัยที่ว่าการอำเภอเมืองวาปีปทุม อยู่ริมหนองซำแฮดนั้น  มีโจรผู้ร้ายเข้าลักขโมยและปล้นสะดม  คดีเล็กน้อยโทษเบาเจ้าเมืองตัดสินตามกบิลเมืองได้ เว้นแต่ผู้ต้องหากระทำผิดอาญาขั้นมหันตโทษ มีโทษหนักจึงจะส่งไปเมืองใหญ่ตามกฎหมายบ้านเมือง
                   อำเภอวาปีปทุม  มีทางคมนาคมจากเมืองร้อยเอ็ด  เมืองนครราชสีมา  เจ้านายผู้ใหญ่เมืองร้อยเอ็ดจะลงไปกรุงเทพฯต้องผ่านเมืองวาปีปทุม พุทไธสง นครราชสีมา ชาวเมืองนิยมเรียกทางหลวงสายนี้ว่า  “ทางช้างเผือก”  เพราะเจ้านายผู้ใหญ่มาตรวจราชการหัวเมืองอีสาน  เสด็จพาหนะช้างเผือก มีข้าทาสบริวาร มากมายทีเดียว ชาวบ้านหลั่งไหลมาดูช้างเผือก แม้ออกจากเมืองนครราชสีมาไปเมืองร้อยเอ็ด 

*************************************************************************
 :-[ http://tessabanwapi.com/index.php?option=com_content&view=article&id=1&Itemid=16
Logged
Pages: [1]   Go Up
 

Page created in 0.27 seconds with 26 queries.